ฝัน

16 เม.ย.

ฉันเผอเรอลอยล่องสู่ความฝัน
ฉับพลันมีเสียงหัวเราะ
บัดเดี๋ยวมีเสียงร้องไห้
ในนั้นเป็นโลกของละครหลังข่าว
นิยายโรสลาเรน
และเสียงร้องเพลงคาราโอเกะ
ในนั้นไม่มีเรื่องการเมือง
มีเพียงข้อถกเถียงเรื่องเพศสภาพของเธอ
ไม่มีการสนทนาประเด็นวิชาการ
มีเพียงข้อคลางแคลงใจในประเด็นชู้สาว
ฉันไม่รู้ว่านี่คือฝันดีหรือฝันร้าย
รู้แต่เพียงว่าตนเองยังคงถูกตรึงติดอยู่ในฝันนั้น
ความฝันที่เธอเป็นฝ่ายพาฉันเข้ามา
หรือเป็นฉันที่แอบสะกดรอยตามมาเอง

ดอกรักสีแดงที่เหี่ยวเฉาลงก่อนกาล

20 ก.พ.

ในสุสานโบราณซึ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณเสรีที่ถูกกักขัง
ฉับพลันดอกรักสีแดงก็ผลิบานขึ้นบนต้นไม้พิษ
ย่างก้าวที่แคล่วคล่อง
รอยยิ้มที่แย้มพรายจากริมฝีปากเรียวงาม
ภาพของเธอทะลุผ่านเลนส์แว่นสายตาอันพร่ามัวของฉัน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไม
ฉันจึงฝันใฝ่ถึงการเดินทางย่ำเท้าไปบน 5 ทศวรรษแห่งความสิเนหาร่วมกัน
ของเราสองคน
เธอสบตาฉันผ่านแว่นสายตาส่วนตัวอันคมชัดกระจ่างใส
ขณะซากเดน “สัตว์สี่ขา” ที่เหลือเพียงโครงกระดูกกำลังคำรามอยู่โดยรอบ
นายของมันออกคำสั่งฆ่าพวกเรา
ทีละคน
ทีละคน
ทีละคน
เจตจำนงอิสระถูกบดขยี้
ทีละน้อย
ทีละน้อย
ทีละน้อย
คราบเลือด
หยาดน้ำตา
บาดแผล
และริ้วรอยยับย่นแห่งยุคสมัย
จะเกรอะกรังไปอีกครึ่งศตวรรษ
เธอถามว่าฉันสูญหายไปไหนหรือที่รัก?
เปล่าเลย สัตว์สี่ขาในนามของความเสื่อมสลายเหล่านั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก
ภูตผู้เป็นยิ่งกว่าผีพวกนั้นต่างหาก
ที่ฉุดกระชากลากดึงฉันออกจากเธอ
ไปสู่กรงเล็กๆ ในห้องขังขนาดใหญ่
กระหน่ำฟาดด้วยอาวุธแห่งความถูกต้องทางการเมืองและการปลดแอกครั้งประวัติศาสตร์
กระทั่งดอกรักสีแดงของเราถึงคราโรยราเหี่ยวเฉา
ลงก่อนกาล

งานวิวาห์

2 ก.พ.

ใบหน้าซีดเผือด
แววตาโศกเศร้าไร้ประกาย
เธอนั่งอยู่ตรงมุมมืดของห้องนั้น
ห้องที่ผู้คนกำลังเริงรื่นกับงานวิวาห์
เธอไม่ใช่เจ้าสาว
เธอไม่มีรอยยิ้ม
เธอมีเพียงคราบน้ำไหลเป็นทางบนถุงใต้ตา
ฉันยืนสูดกลิ่นผมหยักศกของเธอในห้องอ่านหนังสือ
รองเท้าส้นสูง 3 นิ้วทำให้เธอสูงสง่า
เธอเหลียวหลังเหลือบแลลงมาสบตาฉัน
เราไม่ได้จุมพิตกัน
เพราะฉันมิใช่เจ้าบ่าวในงานวิวาห์

ขี้แมลงวันของเรา

30 ม.ค.

Image

จากขี้แมลงวันสองจุดตรงข้อพับแขนขวา
ฉันไล่สายตาไปสู่ขี้แมลงวันอีกสองจุดบริเวณแก้มซ้าย
ใบหน้าของเธอเริ่มบิดเบี้ยว
ตามรูปโครงดั้งเดิมที่กรามซ้ายใหญ่กว่ากรามขวา
ความเยาว์วัยซึ่งเคยส่องประกายผ่านดวงเนตร
ถูกชะล้างด้วยม่านน้ำตาอันขุ่นมัว
เธอค่อยๆ ก้มหน้า
โน้มลำตัวลงแนบตักตั้งฉากกับท่อนขา
ร่างกายครึ่งบนส่ออาการกระสับกระส่าย
คล้ายท้องไส้กำลังปั่นป่วน
อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศในห้องถูกกำหนดไว้ที่ 19 องศา
ฉันเอานิ้วกลางซ้ายกดขยี้ขี้แมลงวันเหนือริมฝีปากตัวเอง
ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากมา

รอยปะชุนบนเสื้อสีชมพู

21 ม.ค.

สีชมพูแห่งเธอ
หมายถึงประกายสดใสสว่างจ้า
ของความรักแรกแย้มอันบริสุทธิ์
หรือนิยายโรแมนติกเสแสร้งไร้เดียงสา
ซึ่งล่อลวงคนอ่านด้วยความหวานที่เคลือบคลุมอยู่ภายนอก
ฉันอ่านเธอไม่ออก
เพราะหนังสือที่เธออ่าน
เป็นหนังสือที่ฉันไม่เคยแม้แต่ชายตามอง
ทว่ารสนิยมแบบปัญญาชนจะมีความหมายอะไร
ดอกไม้ทิพย์นับล้านจากทุ่งอักษรสวรรค์ที่ถูกร้อยเรียงอย่างวิจิตร
หรือเศษซากขยะวรรณกรรมที่ถูกยัดเยียดอย่างเลินเล่อ
จะมีความสำคัญแค่ไหน
เมื่อสรรพสิ่งในห้องแคบๆ แห่งนี้
ล้วนถูกดูดกลืนจมหายลงสู่มหาสมุทรแพรไหมสีชมพู
รวมทั้งคนอยู่ผิดที่ผิดทาง
เช่นฉัน
ผู้ค่อยๆ เงยหน้าสบตาเธอ
ด้วยแรงบีบบังคับของจิตใต้สำนึก
ฉับพลันฉันรู้สึกหน้ามืด
คล้ายลมหายใจกำลังรวยริน
ประหนึ่งออกซิเจนใกล้สาบสูญไปจากโลก
เหมือนชีวิตจวนจะดับสิ้น
เพื่อถูกผนวกรวมกลายเป็นรอยปะชุนอันแปลกแยก
บนเสื้อสีชมพูของเธอ

อ่าวฮาลอง

3 ม.ค.

เราไม่รู้จักกัน
ขณะกำลังนั่งรอรถโดยสาร
ระยะห่างไม่ถึงครึ่งเมตรกับระยะเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง
ไม่ได้ทำให้เราคุ้นเคยกันมากขึ้น
การรอนแรมบนเรือไม้ที่กำลังแล่นฝ่าหมอกหนา
ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางของความสัมพันธ์อันพร่าเลือน
เธอรู้แค่ว่าฉันเป็นคนไทย
ฉันแอบได้ยินว่าเธอเป็นชาวเวียดนาม
ผู้เดินทางท่องเที่ยว “ภายใน” ราว “คนนอก”
จากบทสนทนาระหว่างเธอกับตาแก่หน้าตาคล้าย “อัฟราม แกรนท์” คนนั้น
ความรักมันคงลึกลับดังช่องโพรงสลับซับซ้อนในถ้ำ
ความพยายามจะเป็นคนรักของใครสักคนมันคงเหนื่อยยาก
เหมือนทัวริสต์ร่างกายอ่อนแอผู้ทะเยอทะยานจะไต่บันไดลื่นชันขึ้นสู่ผาสูง
เมื่อพบเห็นแสงสว่างด้านบน
ทุกอย่างก็ว่างเปล่า
เธอก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็วบนถนนมาเมย์
ฝากรอยสะกิดตรงแขนขวา ณ เวลา 19 นาฬิกา
ไว้เป็นนามธรรมเบาบางแห่งความทรงจำและห้วงคนึงหา

ฮานอย

3 ม.ค.

แม่สาว “นักศึกษา”
เธอปรากฏกายกลางถนนสายเล็ก
ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแข่งกับแตรรถนานาชนิด
ฉันแหงนหน้าทำมุม 20 องศา สบสายตาเธอ
แล้วเราก็เดินทางฝ่าสายลมไปด้วยกัน
ระหว่างทาง
ฉันไม่มีอารมณ์ร่วมอะไรเลย
กับพิพิธภัณฑ์โปรปะกันดาเหล่านั้น
แต่ฉันรู้สึกรู้สาเมื่อเธอแสร้งนำตัวมาอิงแอบในห้องนิทรรศการแสนจืดชืด
ฉันหวั่นไหวเมื่อผมยาวสลวยของเธอปลิวสยายมาสัมผัสใบหน้ายามซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์
ฉับพลัน เธอก็หายไป
ทิ้งเศษซากอาวุธยุทโธปกรณ์อันปรักหักพังจากสงครามเวียดนามไว้ดูต่างหน้า
แม่สาว “นักศึกษา”
เธอดูดกลืนความฝันของนักเดินทางฝึกหัดอย่างฉัน
ไปเสียครึ่งหนึ่ง

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.